Australia
 
 
 

ประเทศออสเตรเลีย (Australia)

         ประเทศ Australia เป็นทวีปที่เล็กที่สุดในโลก จะมีลักษณะของประเทศที่เป็นเกาะ ดังนั้นจึงเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศออสเตรเลียตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดีย เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก

  • ชื่อเต็มคือ Commonwealth of Australia
  • ออสเตรเลียมีพื้นที่ 7,692,030 ตารางกิโลเมตร
  • จำนวนประชากร 20,264,082 (2549)
  • เมืองที่มีประชากรมากที่สุด ซิดนีย์ ประมาณ 4,000,000 คน
  • เมืองที่มีประชากรมากอันดับสอง เมลเบิร์น ประมาณ 3,000,000 คน
  • จำนวนเกาะ 8,222 เกาะ
  • แบ่งการปกครองออกเป็น 6 รัฐ กับอีก 2 มณฑล
  • ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ
  • เมืองหลวง แคนเบอร์รา
  • วันชาติตรงกับวันที่ 26 มกราคม
  • เพลงชาติ แอดวานซ์ออสเตรเลียแฟร์
  • นายกรัฐมนตรี จอห์น ฮาวเวิร์ด (ปี พ.ศ. 2549)
  • ผู้สำเร็จราชการ ไมเคิล เจฟฟรี (ปี พ.ศ. 2549)
  • หน่วยเงินตรา ดอลล่าร์ออสเตรเลีย (A$)
  • รหัสโทรศัพท์ (ของประเทศ) 61
  • TLD สำหรับอินเตอร์เน็ต .au
  • สัตว์ประจำชาติ(ไม่เป็นทางการ) จิงโจ้แดง และอีมู

รัฐและเมือง ในออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลียมีทั้งหมด 6 รัฐ และมีเขตปรกครองตัวเองอยู่ 2 มณฑล ได้แก่

1. มณฑลนครหลวงของออสเตรเลีย (Australia Capital Territory-ACT) เมืองหลวงคือเมือง Canberra
2. มณฑลตอนเหนือ (Northern Territory-NT) เมืองหลวงคือเมือง Darwin
3. รัฐนิวเซาท์เวลล์ (New South Wales-NSW) เมืองหลวงคือเมือง Sydney
4. รัฐควีนแลนด์ (Queensland-QLD) เมืองหลวงคือเมือง Brisbane
5. รัฐเซาท์ออสเตรเลีย (South Australia-SA) เมืองหลวงคือเมือง Adelaide
6. รัฐทัสเมนีย (Tasmania-TAS) เมืองหลวงคือเมือง Hobart
7. รัฐเวสเทอร์นออสเตรเลีย (Western Australia-WA) เมืองหลวงคือเมือง Perth
8. รัฐวิคตอเรีย (Victoria-VIC) เมืองหลวงคือเมือง Melbourne

วันและเวลา จัดแบ่งออกเป็น 3 เขตเวลาดังนี้

1. รัฐ New South Wales, Victoria, Tasmania, Queensland และCanberra จะมีเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง
2. รัฐ South Australia และ Northern Territory จะมีเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 2.5 ชั่วโมง
3. รัฐ Western Australia จะมีเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง
ตรวจสอบอุณหภูมิและฤดูการต่างๆ
ฤดูร้อน อยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์
ฤดูใบไม้ร่วง อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม
ฤดูหนาว อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม
ฤดูใบไม้ผลิ อยู่ในช่วงเดือนกันยายน-เดือนพฤศจิกายน

 

 
 
สถานที่ท่องเที่ยวของประเทศออสเตรเลีย (Australia)

Travelling Australia  สถานที่ท่องเที่ยวในซิดนีย์

ย่านเดอะร็อคส์ (The Rocks) 

             จุดแรกในซิดนีย์ที่ควรไปเยือนคือ ย่านเดอะร็อคส์ ซึ่งเป็นย่านชุมชนแห่งแรกที่ชาวยุโรปมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในออสเตรเลีย เป็นย่านเมืองเก่าแก่ที่สุด จุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย บริเวณเดอะร็อคส์ยังมีคุกที่ใคมขังนักโทษในสมัยนั้นกิจกรรมที่นาสนใจที่เดอะร็อคส์คือการเที่ยวชมจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ 31แห่งในย่านเดอะร็อคส์นี้ ซึ่งแนะนำโดยThe Rocks self -Guide Tour เป็นการท่องเที่ยวแบบตามรอยประวัติศาสตร์

โรงอุปรากรซิดนีย์ (Sydney Opera House)
 

               ตั้งอยู่ที่ Bennelong Point ด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์แปลกตา โรงอุปรากรซิดนีย์หรือซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ สร้างด้วยเงินจากการขายล็อตเตอรี่มูลค่ามากกว่า100 ล้านเหรียญ เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้อ่าวซิดนีย์เป็นอ่าวที่สวยที่สุดในโลกปัจจุบันโอเปร่าเฮาส์เป็นแลนด์มาร์กของออสเตรเลียจุดชมวิวที่สวยที่สุด และเหมาะสำหรับการถ่ายภาพซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์ คือถ่ายรูปจากเรือที่พาชมอ่าว แต่ถ้าต้องการจะไปทัวร์ภายในอาการ ก็สามารถทำได้ในวันที่ไม่มีการแสดงโดยมีทัวร์นำชมสถานที่ทุกครึ่งชั่วโมงระหว่างเวลา 9.00-16.00 น.

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (Museum of Contemporary Art) 
 

                ตั้งอยู่บนถนนจอร์จ ภายในมีงานศิลปะร่วมสมัยที่น่าสนใจแสดงอยู่จำนวนมาก ทั้งผลงานของศิลปินออสเตรเลียและศิลปินจากทั่วทุกมุมโลก

              

สวนพฤกษศาสตร์ (Royal Botanic Gardens)
 

                สวนสวยขนาดใหญ่นี้ อยู่ติดกับโอเปร่าเฮาส์ เลาะไปตามริมอ่าวซิดนีย์เป็นสวนที่มีพันธ์ไม้นานาชนิดในพื้นที่กว่า 30 เฮกตาร์ เป็นสวนสาธารณะที่ร่มรื่นชาวซิดนีย์นิยมไปเดินเล่นหรือไปอกกำลังกายกันโบตานิกการ์เด้นนี้เป็นสวนเก่าแก่มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1816

พิพิธภัณฑ์ศิลปะนิวเซาท์เวลส์ (Art Gallery of New South Wales)
 

                  อยู่ใกล้กับสวนพฤกษศาสตร์ เป็นที่แสดงงานศิลปะเอเซียศิลปะอะบอริจิน และศิลปะร่วมสมัย     

  


ซิตี้เซ็นเตอร์ (City Centre)
 

              ใจกลางเมืองซิดนีย์ ซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้า แหล่งช้อปปิ้งอยู่ทางทิศใต้ของเซอร์คูลาร์คีย์ ไปจนจรดสถานีรถไฟ Central station
ที่มี่นี่ก็จะเต็มไปด้วยย่านการค้าที่สำคัญคือMartin Place ซึ่งจัดให้เป็นถนนคนเดินมีร้านค้าขายของทันสมัยเรียงรายอยู่สองฝั่งถนน มีห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เดวิด โจนส์

                             

ดาร์ลิงฮาร์เบอร์ (Darling Harbour)
 

           อยู่ทางตะวันตกของอ่าวซิดนีย์ ย่านนี้เป็นแหล่งบันเทิงและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของซิดนีย์ เพราะเป็นที่ตั้งของSydney Exhibition Centre กับ Sydney aquarium แลพิพิธภัณฑ์เรือ

สวนสัตว์ตารองก้า ( Taronga Park Zoo )
 
Taronga Park Zoo

ถือได้ว่าเป็นสวนสัตว์ที่อยู่ในทำเลที่สวยที่สุดในโลก ด้วยอยู่ในภูมิประเทศติดทะเลสามารถมองข้ามตรงไปยังอ่าวซิดนีย์แสนสวยได้ตลอดเวลา สัตว์แห่งนี้มีสัตว์มากกว่า 5,000 ชนิด และยัง มีป่าฝนจำลอง (Wild Asia) เป็นที่อยู่ของสัตว์เขตร้อน เช่น สิงโต ช้าง เป็นต้น

เนื่องจากสวนสัตว์แห่งนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นบนภูเขาทั้งลูก การเดินชมสวนสัตว์อาจทำได้ 2 อย่างคือเดินขึ้นหรือเดินลงเขา คนส่วนมากเลือกเดินลงเขา ดังนั้นทางสวนสัตว์จึงจัดรถบัสไว้บริการพานักท่องเที่ยวที่มาถึงท่าเรือขึ้นมาตั้งต้นการทัวร์ตรงยอดเขา แต่การเดินทางขึ้นเขาก็ยังมีตัวเลือกที่น่าสนใจคือ ทางสวนสัตว์จัดกระเช้าลอยฟ้า (Cable Car) ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นเขาผสมกับการเที่ยวในส่วนของซาฟารีด้วย คุณจะได้ล่องลอยข้ามยอดไม้ในป่าจำลองดูสัตว์ต่างชนิดในมุมพาโนรามาให้เต็มอื่ม รวมถึงทิวทัศน์ที่สวยงามของอ่าวซิดนีย์อีกด้วย

 
Blue Mountains
 
Blue Mountains

เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง อยู่ห่างจากตัวเมืองซิดนีย์ไปทางใต้ราว 2 ชั่วโมงด้วยการขับรถในความเร็วปกติ การเดินทางมาชมเสน่ห์ของขุนเขาแห่งนี้สามารถทำได้หลายวิธี เช่นอาจจะใช้บริการรถไฟที่จะมีขบวนรถออกจาก เซ็นทรัลสเตชั่นทุกๆชั่วโมง และในอีก 2 ชั่วโมงต่อมาเมื่อถึงสถานี คาทุมบา (Katoomba Station) ก็มาต่อด้วย Explorer Bus ซึ่งให้บริการออกจากสถานีรถไฟคาทุมบาทุกๆชั่วโมงเช่นกัน เริ่มจากเวลา 9.30 น. จนถึงเวลา 16.30 น. การซื้อตั๋วแบบรวมทั้งรถไฟและรถบัสก็มีให้เลือกในราคาน่าสนใจทีเดียว

Blue Mountains เป็นดินแดนที่สร้างสรรค์จากผลงานตามธรรมชาติ มีเทือกเขามากมายที่ให้เราชม เทือกเขาที่เด่นสุดของที่นี่คือ เทือกเขา ทรี ซีสเตอร์ ร็อกส์ (Three Sister Rocks) หรือเรียกกันว่า เขาสามอนงค์ โดยเทือกเขานี้จะมีภูเขาทั้ง 3 ลูกเรียงกัน ที่นี่เหมาะแห่งการชมพระอาทิตย์ตกดิน เพราะจะสวยเป็นพิเศษเหมาะแห่งการถ่ายรูป (อย่าลืมเอากล้องไปด้วยนะเดี๋ยวหาว่าไม่บอก)

 
ตำนานของ The Three Sisters

The Three Sisters ยอดเขาสามยอด หรือสามใบเถา แห่งเทือกเขาบลูเมาร์เท่น นับว่าเป็นจุดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ มีตำนานของชาวพื้นเมืองเล่าขานกันมาว่า 
กาลครั้งหนึ่ง ณ เทือกเขาแห่งนี้ เป็นที่อยู่ของชายคนหนึ่งชื่อ ทยาวัน (Tyawan) เขามีลูกสาวสวยอยู่ 3 คนคือ มีนนี (Menhi) วิมาลา (Weemalah) และกันนีดู (Gunnedoo) ทยาวันมีกระดูกวิเศษอยู่ชิ้นหนึ่งซึ่งทำให้เขาสามารถแปลงร่างเป็นนกไลเออเบิร์ด (Lyrebird)ได้ ทุกครั้งที่เขาออกไปล่าสัตว์ ทยาวันจะสั่งลูกสาวทั้งสามให้ไปอยู่บนหน้าผาสูงและห้ามไม่ให้ไปไหนจนกว่าเขาจะกลับมา ทั้งนี้เพื่อให้ปลอดภัยจาก “บันยิบ” วิญญาณที่ทรงอำนาจซึ่งอาศัยอยู่ในหุบเขาลึกเบื้องล่าง

วันหนึ่งสาวน้อย มีนนี เกิดเอาหินไปเคาะที่หน้าผา เป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินเคลื่อน ปลุกวิญญาณของบันยิบขึ้นมา และเมื่อบันยิบมองเห็นเด็กสาวทั้งสามเกาะกันอยู่บนหน้าผา จึงขึ้นไปหา ทยาวัน พ่อของเด็กสาวทราบเรื่อง แต่ไม่สามารถเดินทางไปช่วยลูกได้ทัน จึงเลือกวิธีเสกให้ลูกสาวกลายเป็นหินไปพลางๆก่อน บันยิบจึงหันมาเล่นงานพ่อแทน ทยาวันแปลงร่างเป็นสัตว์ต่างๆเพื่อไม่ให้บันยิบตามหาพบ ท้ายสุดเขาแปลงร่างเป็นนกไลเออเบิร์ด โดยใช้กระดูกวิเศษที่มีอยู่ แต่ในขณะที่มือของทยาวันกลับกลายเป็นปีกนกนั่นเอง กระดูกวิเศษได้หลุดลอยออกจากมือของเขาไป

บันยิบเลิกตามหาทยาวันและกลับไปยังที่พักของมันตามเดิม แต่อนิจจา ทยาวันยังคงเป็นนกไลเออเบิร์ดที่บินวนเวียนอยู่ในหุบเขาอยู่นั่นเอง และลูกสาวทั้งสามก็ยังคงเป็นหินอยู่ตามเดิม จนกว่าทยาวันจะหากระดูกวิเศษพบและแปลงร่างกลับกลายมาเป็นคน จึงจะคลายมนต์ให้ลูกสาวทั้งสามกลับกลายมาเป็นมนุษย์เช่นเดิมได้

 


 
พิธิภัณฑ์สัตว์น้ำ Sydney Aquarium
 
Sydney Aquarium

เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง ถ้าเราเข้าไปแล้วเราเสมือนเข้าอยู่บนโลกใต้ท้องทะเล เพราะข้างในนี้จะมีปลามากมายหลายชนิดที่สวยงาม และสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เราเห็น โดยที่นี่จะมีจุดที่น่าสนใจ คือ แนวปะการังคอมเพล็กซ์ที่จำลองมาจากเกรทแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) จะเป็นการจำลองโลกใต้ท้องทะเลและเราจะเห็นแนวปะการังและเราสามารถลองสัมผัสปลาดาว และปลาตัวเล็กตัวน้อยได้ โดยที่นี่ (Sydney Aquarium) จะตั้งอยู่ตรงข้ามกับฮาร์เบอร์ไซด์ เฟสติวัลมาร์เก็ตเพลส ถ้าใครสนใจโลกใต้ท้องทะเลมาชมกันได้ทุกเมื่อเพราะที่นี่จะเปิดให้ชมทุกวัน เวลา 09.30 – 21.30 น.

 
Bondi Beach
 
Bondi Beach

เป็นหาดที่นิยมมากที่สุดในซิดนีย์ ซึ่งหาดแห่งนี้เป็นหาดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก โดยสามารถนั่งรถไฟ แล้วต่อรถเมล์ ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เป็นหาดที่เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น เพราะที่นี่จะมีคนเล่น Surf Board เป็นจำนวนมาก และยังเป็นที่ที่เหมาะแห่งการอาบแดด และพักผ่อนหย่อนใจ ด้านหน้า Beach ก็มีร้านอาหารมากมายหลากหลายชนิดที่มีเลือกชิม เวลาหิว และที่นี่ยังมีอาหารไทย ถ้าหากคุณคิดถึงรสชาติแบบไทย ๆ ที่นี่ก็มีให้ทาน

 
สวนสัตว์ KOALA PARK SANCTUARY
 
KOALA PARK SANCTUARY

เราจะนำท่านเดินทางสู่สวนสัตว์พื้นเมือง KOALA PARK SANCTUARY เพลิดเพลินไปกับการชมชีวิตธรรมชาติและความน่ารักของเหล่าสัตว์พื้นเมืองนานาชนิด อาทิ หมีโคอาล่า จิงโจ้ วอมแบท ฯลฯ โดยที่นี่สัตว์ที่เด่นที่สุดคงจะเป็นเจ้าหมีโคอาล่าดูจากรูปข้างล่างมันคงเหนื่อยจากการโชว์ตัวเลยขอหลับหน่อย ขนาดมันหลับยังน่ารักขนาดนี้นะเนี้ย ถ้าทุกท่านเข้ามาที่นี่โปรดมาชมความน่ารักของมันด้วยนะ และที่นี่ยังมีการโชว์พิเศษ คือ การตัดขนแกะ ซึ่งการโชว์นี้จะเป็นที่นิยมมากสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างพวกเรา

 
Hyde Park
 
Hyde Park

พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่สำหรับรองรับกิจกรรม นันทนาการหลากหลายประเภท พาร์คแห่งนี้เกิดจากดำริของผู้ว่าการรัฐ ท่านGovernor Phillip เพื่อให้เป็นสถานที่ชาวเมืองสามารถออกมาพักผ่อน ชมการแข่งคริกเก็ต (Cricket) การแข่งขันม้าแข่งในสนามแข่งยาว 2 กิโลเมตร และการแสดงอื่นๆที่มีขึ้นที่นี่ เคยใช้เป็นสถานที่ออกกำลังของกองทัพออสเตรเลียในสมัยหนึ่ง

 
Featherdale Wildlife Park
 
Featherdale Wildlife Park

ที่นี่เป็นสวนสัตว์อีกที่หนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวทั้งหลายให้ความสนใจไม่แพ้ สวนสัตว์ KOALA PARK เพราะที่นี่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติมากกว่าสวนสัตว์ KOALA PARK และที่นี่เราสามารถดูการดำรงชีวิตของสัตว์ป่าได้ และที่นี่ยังมีของที่ระลึกที่สวยงามมันอาจเป็นสิ่งที่ล้ำค่าในอนาคตได้ (คำเตือน เวลาไปเที่ยวอย่าเอาถุงพลาสติกทิ้งลงพื้นนะเดี๋ยวสัตว์มันจะเข้าใจผิดและกินขึ้นมาและมันจะเป็นอันตรายกับมันด้วย)

 
Jenolan Caves
 
Jenolan Caves

เป็นถ้ำหินงอกหินย้อยจะมีไกด์ท้องถิ่นคอยบรรยายประวัติความเป็นมาของถ้ำ ซึ่งภายในภูเขาลูกใหญ่ที่มีชื่อว่า Jenolan Caves มีถ้ำเล็กถ้ำใหญ่อยู่หลายถ้ำ ภายในไม่มีกลิ่นอับเลย อาจจะเป็นเพราะเพดานของแต่ละถ้ำค่อนข้างสูง โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี เดินกันเข้าไปกลุ่มละ 60 คนได้ ไม่รู้สึกอึดอัด ส่วนทางเดินที่ทำไว้ ก็ช่วยให้นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยเดินไปได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปสะดุดก้อนหินตามพื้นถ้ำ ตรงไหนที่มีน้ำหยดก็มีราวเหล็กให้ยึดเกาะ อาคารที่ทำการของอุทยานจะมีบริการข้อมูลการเที่ยวถ้ำ และมีที่พักให้เลือกหลายแบบทั้งกระท่อมแบบ Log Cabin ที่ตั้งแค้มป์ และโรงแรมมีดาว ร้านอาหาร

 
Museum of Contemporary Art (พิธิภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย)
 
Museum of Contemporary Art

ที่นี่มีศิลปะร่วมสมัยหลาย ๆ รุ่นที่น่าสนใจแสดงอยู่จำนวนมาก โดยจะมีผลงานระดับโลกหลายชนิดโดยถ้าคุณคนหนึ่งเป็นคนชอบศิลปะต้องมาชมให้ได้ และที่นี่ยังมีร้านกาแฟที่แสนอร่อยอยู่บนเทอเรซ และยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม ถ้าคุณมีเวลาคุณสามารถจิบกาแฟไปพรางชมวิวไปพรางได้ โดยที่นี่จะตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับ Visitors Information ในย่าน The rocks

 
Hunter Valley
 
Hunter Valley

ใครที่ชืนชอบทานไวน์ควรมาที่ ฮันเตอร์ วัลเลย์ (Hunter Valley) เพราะที่นี่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์องุ่น เกรด A ของโลก พันธุ์องุ่นที่มีชื่อเสียงของที่นี่ คือ Pokolbin และ Cessnock ควรมาในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม เพราะเป็นฤดูเก็บองุ่นโดยที่นี่จะห่างจากซิดนีย์มาทางเหนือประมาณ 2 ชั่วโมง สามารถซื้อกับไปกินที่บ้านได้เพราะไวน์ที่นี่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

 
Sydney Olympic Park
 
Sydney Olympic Park

เป็นสนามที่ซิดนีย์ได้เป็นเจ้าภาพในปี ค.ศ. 2000 โดยสนามแห่งนี้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองซิดนีย์ออกไปราวครึ่งชั่วโมง และสนามแห่งนี้จะมีเนื้อที่ 425 เฮกเตอร์ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ถึงจะหมดเทศกาลโอลิมปิกไปแต่ก็ได้รับความนิยมมากเพราะถือเป็นประวัติศาสตร์ที่มีการแข่งขันโอลิมปิก

 
Fox Studios
 
Fox Studios

เป็นโรงถ่ายภาพยนต์ได้เปิดให้คนที่สนใจเบื้องหลังให้เข้าชมการถ่ายทำภาพยนต์ ภาพยนต์บางเรื่องก็ได้ให้ผู้ที่เข้าชมมีส่วนรวมเสมือนอยู่ในฉากนั้น ๆ อีกด้วย เช่นเรื่องซิมป์สัน เป็นต้น

 
ห้างเดวิดโจนส์ Queen Victoria Building
 
Queen Victoria Building

ถ้าอยากได้ของที่ระลึกสวยๆเราแนะนำมาที่ตึก Queen Victoria Building (QVB) เป็นห้างสรรพสินค้าระดับหรู และได้รับความนิยมมากจากนักท่องเที่ยว ที่ไปเยือนในซิดนีย์ ที่ QVB มีของให้คุณเลือกซื้อมากมายเช่น ผลิตภัณฑ์ ของพื้นเมือง เสื้อผ้านแบรนด์เนม ครีมทาผิวผลิตจากไขมันแกะ และของที่ระลึกต่าง ๆ

 

แหล่งshopping

 

ซิดนี่ย์เป็นแหล่งซื้อของหลากหลาย ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และตลาด สำหรับความต้องการและความชอบของท่าน ร้านค้าแหล่งช็อปปิ้งจะเปิดเป็นเวลา ดังนี้

วันจันทร์ – เสาร์ 9.00 – 17.30 น.
วันพฤหัสบดี 9.00 – 21.00 น.
วันอาทิตย์ 10.00 – 16.00 น.

 
แหล่งช็อปปิ้งในเมืองซิดนีย์
 
Galleries Victoria
 

เป็นบูติกดีพาร์ตเมนต์สโตร์ที่มีลานอเนกประสงค์ อยู่ตรงกลาง ร้านค้าขายสินค้าหรูหราทันสมัยมีร้านหนังสือ Kinokuniya ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 
Strand Arcade
 

ศูนย์การค้านี้ให้บรรยากาศของความหรูหรา เดินช้อปแถวนี้แล้วจะรู้สึกเหมือนชมการแสดง แฟชั่นของดีไซเนอร์ชาวออสซี่เพราะเป็นศูนย์รวมร้านเสื้อผ้าดีไซเนอร์ชาวออสซี่

 
Habourside Shopping Center
 

ฮาร์เบอร์ไซต์ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์เป็นช้อปปิ้งริมน้ำ ที่ดาร์ลิงฮาร์ลิงฮาร์เบอร์ แถวนี้มีทั้งร้านค้าร้านอาหารเรียงรายอยู่เต็มไปหมดและเป็นศูนย์รวมสินค้า ประเภทผลงานศิลปะของชาวอะบอริจินส์

 
No.1 Maritn Place
 

อาคารศูนย์การค้าเป็นอาคารเก่าแก่จุดเด่นของตึกนี้คือ หอนาฬิกา ภายในศูนย์การค้าเต็มไปด้วยร้านค้าที่หรูหรา ภัตตาคาร ร้านอาหาร และคาเฟ่ที่ตกแต่งอย่างมีรสนิยม

 
Chinatown
 

ไชน่าทาวน์เป็นแหล่งรวมร้านอาหารจีนและอาหารเอเชียนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีร้านขายเสื้อผ้า ตลาดสด และร้านขายของที่ระลึกต่าง

 
The Queen Vivtoria Building
 
 
 
Skygarden
 
 
 
David Jones Department Store
 
 
 
Grace Bros. Department Store
 
 
 
Centrepoint
 
 
 
MLC Centre
 
 
 
Pitt Street Mall
 
 
 
Paddy's Market
 
 
 
The Rocks Market
 
 
 
Paddington Market
 
 
 
Glebe Market
 
 
 
Bondi Market
 
 
 
Balmain Market
 
 
 
Opera House Market
 
 
 
 Bondi Junction Market
 
 

สถานที่ท่องเที่ยวใน Brisbane

 
Queen Street Mall

ถือได้ว่าเป็นใจกลางเมือง เป็นพื้นที่เปิดโล่งสาธารณะที่มีชีวิตชีวา และเป็นที่ที่มีการผสมผสานของสถาปัตยกรรมโบราณและร่วมสมัยอยู่ที่เดียวกัน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริสเบน แหล่งช็อปปิ้งยอดนิยมของออสเตรเลีย ความยาวของถนนควีนสตรีทขนาดครึ่งกิโลเมตร ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 26 ล้านคนต่อปี และยังเพิ่มห้างแห่งใหม่ Queens Plaza มีสินค้า
แบรนด์เนมหรูหราให้เลือกช็อปมากมาย

Queen Street Mall
 
Queensland Cultural Centre

อยู่ติดกับสวนสาธารณะ South Bank Parklands ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอศิลป์ควีนส์แลนด์ หอศิลปะแห่งนี้ เป็นที่รวบรวมงานจิตกรรม และศิลปะของประเทศออสเตรเลีย ทั้งศิลปะของชาวอะบอริจิน ชาวยุโรป และชาวเอเชียที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นหอศิลปะที่งานแสดงที่มีชื่อเสียงติดอันดับของโลก มาใช้เป็นสถานที่จัดแสดงงานอยู่เสมอ

Queensland Cultural Centre
 
South Bank Parklands

เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และยังเป็นเหมือนโอเอซิส ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริสเบนด้วย เซาท์แบงค์มีชายหาดที่สร้างเลียนแบบหาดทรายริมทะเล มีทะเลสาบ สำหรับว่ายน้ำ แหล่งร้านอาหารนานาชนิด ร้าน
กาแฟ และร้านขายของบูติกต่างๆ

South Bank Parklands
 
Brisbane City Hall

ตั้งอยู่ตรงมุมถนน Adelaide กับถนน Albert ถือเป็นแลนด์มาร์คของเมือง ศาลากลางแห่งนี้สร้างด้วยหินทราย จึงดูสง่างามแปลกตากว่าศาลากลางอื่นๆ โดยมีหอนาฬิกาสูงชะลูดขึ้นสู่ท้องฟ้า 85 เมตรอยู่เบื้องหลัง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเที่ยวชมเมืองที่ใครๆ ก็ต้องแวะมาถ่ายรูปตัวเองกับศาลากลางสักรูป ก็ถือว่ามาถึงบริสเบนแล้ว ด้านหน้าศาลากลางเป็นจัตุรัสเล็กๆ มีรูปปั้นของพระเจ้าจอร์จ อดีตกษัตริย์อังกฤษ งามสง่าอยู่บนหลังม้า จัตุรัสนี้จึงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า King George Square

Brisbane City Hall
 
Fortitude Valley

แหล่งรวมสินค้าฮิปๆเก๋ๆ เปิดรอให้นักท่องเที่ยว มาช็อปตลอดทั้งเจ็ดวัน ทั้งยังเพลินกับการแสดงดนตรีสด สีสันความหลากหลาย ทางวัฒนธรรม และบาร์น่านั่งมองดูผู้คนเดินผ่านไปมา

Fortitude Valley
 
Botanic Garden

สวนสาธารณะริมน้ำแห่งนี้มีเนื้อที่กว่า 110 ไร่ เย็นๆ ชาวบริสเบนนิยมมาวิ่งจ๊อกกิ้ง หรือเล่นสเก็ต กันที่นี่ บรรยากาศคล้ายกับสวนรถไฟบ้านเรา แต่ที่นี่จะมีต้นไม้ขนาดใหญ่มากกว่า

Botanic Garden
 
Lone Pine Koala Sanctuary

แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งที่มีดีกรีรับรองถึงความน่าสนใจจากกินเนสบุ๊ค เวิร์ด ออฟ เรคคอร์ด ว่าเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธ์หมีโคอาล่าแห่งแรกของโลกและยังใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

Lone Pine Koala Sanctuary
 
Riverlife Adventure Center

ออกพายเรือคายัคเที่ยวไปตามแม่น้ำบริสเบนหรือจะใช้บริการเรือยนต์ท้องแบนพาคุณไปชมวิวเมืองต่างๆตามแม่น้ำมีกิจกรรมปีนผาบริเวณแคงการู พอยท์ และสนุกกับการปั่นจักรยาน หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมต่างๆที่อาคาร Riverlife Adventure ยังมีบริการนวดสปาต่างๆให้คุณเลือกไว้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังจากทำกิจกรรมต่างๆมาทั้งวัน

Riverlife Adventure Center
 

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนที่เป็นที่นิยมนั้น ได้แก่ Riverside Quarter, Caxton Street และที่ Fortitude Valley ส่วนคาสิโน The Treasury Casino ที่อยู่ในอาคารโบราณที่ได้รับการบูรณะใหม่อย่างสวยงามตระการตานั้น ตั้งอยู่ปลายบนของ Queen Street ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเวลากลางคืนที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่ง

ส่วนที่ที่มีโชว์ดนตรีดีๆ เด่นๆ เห็นจะเป็น “Zoo” (711 ถนน Ann) “Arena“ (210 ถนน Brunswick) “Gig” (22 ถนน Market) และ Brisbane Underground (61 ถนน Petrie Terrace) ส่วนพวกแนวอัลเตอร์จะอยู่รวมๆ กันแถบ Fortitude Valley สำหรับแหล่งรวมพลของคนฟัง Jazz นั้นอยู่ที่ Jazz&Blues Bar (ติดกับ Transit Centre) และ Brisbane Jazz Club (1 ถนน Ann) ตรง Kangaroo Point

บริสเบนเป็นเหมือนประตูเปิดสู่ Sunshine State นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางในลักษณะ One Day Trip ไปยังแหล่งท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียงที่น่าสนใจได้หลายแห่ง ใครชอบเมืองรีสอร์ทชายทะเลที่คึกคักและค่อนข้างพลุกพล่านก็ตรงไปที่ Gold Coast และ Sunshine Coast หรือใครอยากไปแสวงหาความสงบในป่าเขาอย่าง อุทยานแห่งชาติ Lamington บนเทือกเขา Great Dividing Range หรือ ชมธรรมชาติที่อ่าว Moreton และ เกาะ Stradbroke ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญของโลมาปากขวด (Bottlenose Dolphin) นอกจากนี้ยังสามารถไปที่The Great Barrier Reef และ Fraser Island ที่ติดอันดับมรดกโลกได้อีกด้วย

 

 

เที่ยว Gold Coast เมืองใกล้เคียง

 

Gold Coast อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐควีนสแลนด์ มีอากาศอบอุ่นตลอดปี ถือเป็นเมืองแห่งชายหาดสีทองที่มีหาดทรายทอดยาวหลายสิบกิโลเมตร ซึ่งนอกจากจะเป็นดังสวรรค์ของนักโต้คลื่นแล้ว ยังเป็นเมืองตากอากาศชั้นเยี่ยม มีความโดดเด่นจนได้รับการยกย่องว่า เป็น ไมอามีแห่งออสเตรเลีย เลยทีเดียว

ตัวเมืองโกลด์โคส เจริญมาก มีตึกสูงๆ เต็มไปหมด มากกว่าตัวเมืองบริสเบนหลายเท่าเลย แต่เนื่องจากโกลด์โคสเป็นเมืองท่องเที่ยว ตึกรามส่วนใหญ่จึงเป็นคอนโด อพาร์ตเมนต์ และโรงแรม มองจากฝั่งหาดเข้ามาที่ตัวเมือง ดูหรูหรามาก

โกลด์โคสไม่ใช่แคปปิตอลซิตี้ ระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ก็ไม่ดีเหมือนบริสเบน เช่นไม่มีรถไฟ จะมีแต่รถบัส ที่เชื่อมกับรถไฟอีกที โกลด์โคสมีสนามบินของตัวเอง เป็นสนามบินอินเตอร์ขนาดเล็ก คือไม่ได้มีบินจากทั่วโลก เหมือนสนามบินตามเมืองหลวงของรัฐต่างๆ

ที่ Gold Coast มีสวนสนุกอยู่ 3 ที่คือ

  1. Movie World
  2. Dream World
  3. Sea World

Movie World หรือก็คือ "โรงถ่ายภาพยนตร์วอร์เนอร์ บราเธอร์ส" (Warner Boros. Movie World) ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ฮอลลีวู้ดแห่งโกลด์โคสท์ ตั้งอยู่บนถนนแปซิฟิกไฮเวย์ อ๊อกเซนฟอร์ด วิธีไปก็นั่งรถไฟสาย Gold Coast จากสถานี Central platform 1 ไปลงที่สถานี Helensvale ใช้เวลาประมาณ ชม. กว่า ๆ แล้วไปต่อรถบัสสาย A1(ออกจากสถานีเลี้ยวซ้าย) จะมีรถบัสจากสถานีไปที่ Movie World เรื่อย ๆ ค่าเข้า 60 $

ที่มูฟวีเวิลด์แห่งนี้ มีทั้งโรงถ่ายภาพยนตร์ ฉากถ่ายทำภาพยนตร์ต่างๆ เช่น หนังเรื่องดังยอดฮิตตลอดกาลอย่างเรื่องซุปเปอร์แมนและแบทแมน มีการจำลองสถานที่ถ่ายทำพร้อมตัวแสดงของฮอลลีวู้ดเช่น ถนนเมนสตรีท ตัวเกรมลินผจญภัย บ้านไอน์สไตล์ ร้านวอเนอร์บราเธอร์ ตลาดคาซาบลังกา ธนาคารบอนนี่แอนด์ไคล์ ร้านของเล่นกระต่ายบั๊กบันนี่ ร้านอเมริกันริคส์ ร้านกาแฟก๊อทแธมซิตี้ในภาพยนตร์เรื่องแบทแมน

ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของมูฟวีเวิลด์ก็คือ เมื่อเข้าไปแล้วจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับดารานักแสดงจากภาพยนตร์และดาราการ์ตูนในขบวนพาเรด เช่น สกูปี้ดู บั๊กบันนี่ แบทแมน สาวน้อยมหัศจรรย์ พร้อมตัวการ์ตูนต่างๆอีกมากมายที่ครองใจผู้คนทุกเพศทุกวัยทั่วโลกทั่งเด็กทั้งผู้ใหญ่

นอกจากนี้ที่มูฟวีเวิลด์ยังมีการแสดงโชว์อันน่าระทึกอีกมากมายเช่น การแสดง Sound Effect ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปลองเล่นซาวด์เอฟเฟ็กต์ต่างๆกับเขาได้ด้วย อาทิ เสียงยิงปืน เสียงเคาะประตู เสียงเปิดหม้อข้าว เป็นต้น การแสดงสาธิตการถ่ายทำ เช่นว่าทำอย่างไรซุปเปอร์แมนถึงบินได้ สไปเดอร์แมนปีนตึก 30 ชั้นไปช่วยคนเดือดร้อนได้อย่างไร หรือการแสดงสตั๊นแมนท์โชว์จากภาพยนตร์เรื่องโปลิศจิตไม่ว่าง ล้วนแล้วแต่สนุกตื่นเต้นและน่าทึ่งเหมือนตัวเองได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในฮอลลีวู้ดเลยจริงๆ

ที่ต่อมา คือ Dream World ที่ถนนแปซิฟิกไฮเวย์ คูเมอราในโกลด์โคสต์ สถานที่แห่งความบันเทิงที่มีทั้งสวนน้ำ สวนสัตว์ และสวนสนุกรวมอยู่ด้วยกัน คุณสามารถใช้เวลาทั้งวันเพื่อเที่ยวในดินแดนแห่งความฝันแห่งนี้ สำหรับเครื่องเล่นที่น่าสนใจในดรีมเวิลด์ก็มี อย่างเช่น Giant Drop ที่ได้รับการบันทึกในหนังสือกินเนสบุ๊คว่าเป็นเครื่องเล่นที่มีความสูงที่สุดและเร็วที่สุดในโลก Flowrider ที่มีลักษณะไม่ต่างจากวินด์เซิร์ฟเท่าไหร่ ส่วนวิธีการเล่นก็แค่ยืนทรงตัวอยู่บนแผ่นวินด์เซิร์ฟ

นอกจากนี้ยังมีสัตว์น่ารักๆในสวนสัตว์ เช่น จิงโจ้ สัญลักษณ์ของออสเตรเลีย หมีโคอาล่า ที่นอนราวๆ 20 ชั่วโมงและตื่นอีก 4 ชั่วโมงเพื่อมากินใบยูคาลิปตัส และยังมีสัตว์อีกหลายหลายชนิดให้ได้ชม เช่น ดิงโก้ พอสซั่ม วอมแบท เป็นต้น

สำหรับสถานที่สุดท้ายที่จะไปเยือน ก็คือ"ซีเวิลด์" (Sea World) สวนน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในซีกโลกใต้ ที่มากไปด้วยความน่ารักของสัตว์น้ำหลายๆชนิดให้ได้เพลิดเพลิน เช่น โชว์โลมา ที่สุดแสนจะน่ารักน่าเอ็นดูและยังมีความน่ารักน่าชังของสิงโตทะเล แมวน้ำ หมี ปลาฉลามอีกด้วย วิธีไปก็นั่งรถไฟสาย Gold Coast จากสถานี Central platform 1 ไปลงที่สถานี Helensvale ใช้เวลาประมาณ ชม. กว่า ๆ แล้วไปต่อรถบัส(route19) อีกประมาณครึ่งชม. รถบัสที่จะต่อจากสถานีรถไฟมีแค่ 2 เที่ยว คือ 09:03 และ 10:03 am ตั๋วค่าเข้า 60$ จะซื้อที่สถานีรถไฟ หรือบนรถบัสเลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องต่อแถวซื้อตั๋วข้างหน้า

ส่วนกิจกรรมอื่น ก็คือ การผจญภัยล่องแก่งค้นหาขุมทรัพย์ อินเดียนน่าโจนส์ และชมการแสดงผาดโผนของเหล่านักสกีน้ำอันเลื่องชื่อของซีเวิลด์ ซึ่งเป็นการแสดงที่ตื่นตาตื่นใจ และหวาดเสียวยิ่งนัก

 

สถานที่ท่องเที่ยวใน Melbourne

 

Flinders Street Station เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่และเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมลเบิร์น ตั้งอยู่บริเวณ Flinders Street ซึ่งคล้ายๆกับสถานีรถไฟหัวลำโพงในบ้านเรา

Federation Square ถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองเมลเบิร์น อยู่ตรงข้ามกับ Flinders Station Street ที่นี่จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตั้งอยู่ตรงบริเวณสี่แยก และยังมีลานกว้างไว้เป็นจุดนัดพบของบรรดาทัวร์ต่างๆ ด้วย

Yarra River เป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านตัวเมืองเมลเบิร์น สะพานข้ามแม่น้ำตรงนี้มีชื่อว่า Princes Bridge ถนนที่เชื่อมต่อกับถนน Swanston Street เพื่อข้ามแม่น้ำ Yarra River นี้คือถนน St. Kilda Road หากข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ สังเกตด้านขวามือก็จะเห็น Melbourne Concert Hall ตั้งอยู่ริมสะพาน ถัดไปก็จะเป็น Victorian Arts Centre และถัดไปอีกก็จะเป็น National Gallery of Victoria ส่วนด้านซ้ายมือก็จะเป็นสวนสาธารณะที่ชื่อว่า Alexandra Gardens และ Queen Victoria Gardens ที่ร่มรื่น

Parliament House คืออาคารรัฐสภาของรัฐวิกตอเรียซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมลเบิร์น และยังเป็นอาคารรัฐสภาแห่งแรกของออสเตรเลีย ตั้งอยู่ริมถนน Spring Street ซึ่งด้านหน้าของอาคารรัฐสภานี้คือปลายสุดของถนน Bourke Street

Fitzroy Gardens สวนสาธารณะขนาดใหญ่ อยู่บริเวณ Lansdowner Street อุดมไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นและดอกไม้นานาพันธุ์ที่จะออกดอกสวยสะพรั่งตามฤดูกาลของมัน ที่สวนแห่งนี้เป็นที่นิยมในการถ่ายรูปอีกด้วย เพราะบรรยากาศธรรมชาติแสนสวย

Cook's Cottage กระท่อมของ Cook Captain อยู่บริเวณ Fitzroy Gardens เป็นนักสำรวจชาวอังกฤษคนสำคัญของโลก ผู้ค้นพบทวีปออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ กระท่อมนี้ได้ถูกย้ายมาจาก Yorkshire ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ.1934 มาสร้างใหม่ให้เหมือนของเดิมบริเวณสวนสาธารณะแห่งนี้ ในการเฉลิมฉลองนครเมลเบิร์นในวาระครบรอบ 100 ปี

ST Patrick's Cathedral ที่เพียงแค่เห็นด้านนอกโบสถ์นี้ก็ดูสวยงามตระหง่านมากแล้ว ยิ่งเข้าไปด้านในก็ให้ความรู้สึกถึงความสวย และโอ่อ่าเป็นอย่างมาก โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์คริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคใน ค.ศ.1858 จนถึงตอนนี้มีอายุเกือบ 150 ปีแล้ว ถือเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่อย่างมากของเมลเบิร์น

Melbourne Museum ที่รวบรวมวิวัฒนาการต่างๆไว้ ในอาคารสูง 6 ชั้น ทางด้านตะวันออกของตัวอาคารเป็นที่รวบรวมศิลปวัฒนธรรมของสังคมชาวออสเตรเลีย ส่วนด้านตะวันตกจะเป็นผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, สิ่งแวดล้อมและพัฒนาการของมนุษย์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ป่าไม้จำลองซึ่งประกอบด้วยพันธุ์ไม้กว่า 8,000 ชนิด ในรัฐวิคตอเรีย การแสดงศิลปะและวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองของรัฐวิคตอเรีย คือ เผ่า Bunjilaka แสดงในบริเวณ ของอะบอริจิ้น เซ็นเตอร์และจะคอยให้คำ บรรยายโดยชนพื้นเมืองอย่างแท้จริง หรือที่มุมเด็ก เด็กๆจะได้เพลิดเพลินกับเครื่องเล่นมากมายและสีสันของบ้านต่าง ๆ ที่มีรูปร่างแปลกตา และที่น่าสนุกอีกอย่าง หนึ่งก็คือ ผู้เข้าชมสามารถชมการต่อสู้ระหว่างร่างกายมนุษย์กับแบคทีเรีย Spaceinvaders ได้ที่โรงภาพยนตร์ ICE (Immersion Cinema Experience ) ซึ่งใช้เป็นที่จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง Vital Space เป็นครั้งแรก

Queen Victoria Market ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่และเก่าแก่ของเมืองเมลเบิร์น สินค้าที่นี้มีคุณภาพและมีหลากหลายให้เลือกชอป เท่าที่สังเกตดูพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของตลาดจะขายพวกของสดทั้งเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ตามฤดูกาล พื้นที่ส่วนที่เหลือจะเป็นร้านขายของพวกเสื้อผ้า ของที่ระลึก ร้านขายอาหารและอีกมากมาย ความหลากหลายของสินค้าทำให้ตลาดวิคตอเรียมีความคึกคักอยู่ทุกวัน

Southbank บริเวณริมแม่น้ำยาร์รา บริเวณนี้ถือเป็นย่านทันสมัยของเมือง มี Crown Entertainment Complex ซึ่งเป็นที่ตั้งของคาสิโน โรงแรม โรงภาพยนต์ ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าปลอดภาษี

Victorian Arts Centre อาคารที่มีรูปพรรณสัณฐานคล้ายหอไอเฟลคือมียอดแหลมสูง เป็นศูนย์รวมของการแสดงศิลปะทุกแขนงจากทั่วโลกเช่น ละครเวที บัลเล่ต์ คอนเสิร์ต ซึ่งมักมาเปิดการแสดงที่นี่บ่อยๆ ไม่เพียงแค่การแสดงชั้นเยี่ยมเท่านั้น แต่ภายในอาคารยังตกแต่งด้วยงานศิลปะของศิลปินชาวออสซี่อีกมากมาย ผู้ที่สนใจศิลปะอย่างแท้จริง ต้องขอบอกเลยว่าไม่ควรพลาด และตอนกลางคืนที่แห่งนี้จะเปิดไฟสวยงามมาก ถือเป็นอีกหนึ่งวิวยามค่ำคืนที่หลายคนชื่นชอบ

Melbourne Aquarium ภายในอุโมงค์โค้งแก้วใส ชมที่รวมของสัตว์น้ำนานาชนิดต่างๆ เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบนที่ว่ายวนอยู่รอบตัวเรา รวมถึง Seadragon ซึ่งสามารถหาชมได้เฉพาะที่ออสเตรเลียเท่านั้น

Shrine of Remembrance สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารชาวออสเตรเลียที่สละชีพเพื่อชาติในสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามมลายู สงครามเวียดนาม และสงครามอื่นๆ ตัวอนุสรณ์สถานสร้างขึ้นในปี1928 ตามแบบมอโซเลียมแห่งฮาลิคาร์นาซุส ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณ

Royal Botanic Gardens Melbourne เป็นสวนสาธารณะที่สวยงามมากแห่งหนึ่ง มีพันธุ์ไม้นานาชนิดทีน่าสนใจ เดินทางสะดวก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนในบริเวณใจกลางเมือง

Warrook Castle Farm มีการสาธิตใช้สุนัขพันธุ์ Collie ในการต้อนแกะเข้าเล้าและการตัดขนแกะในฟาร์ม

Phillip Island เป็นสถานที่ที่คุณสามารถชมนกเพนกวิน นอกจากนี้ยังมีฝูงแมวน้ำที่มีขนยาวและนุ่มที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียได้ที่ Seal Rocks อีกด้วย

The Great Ocean Road ถนนชมวิวชายฝั่งสุดลูกหูลูกตา ที่เป็นที่นิยมของผู้ที่มา เมลเบิร์น ตลอดเส้นทางจะได้พบกับ 12 Apostles โขดหินที่เรียงกันตามธรรมชาติ

Port Campbell National Park อุทยานหินมหัศจรรย์ ที่มีรูปร่างหินต่างๆ เช่น Lord Ard Gorge และ London Bridge

Saint Kilda สถานที่ท่องเที่ยวที่ติดทะเล สามารถนั่งรถรางไปซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 - 30 นาที ก็ถึง ที่ St. Kilda ทะเลอาจะไม่สวยสู้เมืองไทยได้ แต่ก็ยังมีวิวสวยๆ ให้เห็น มีแบ็คกราวด์เป็นตึกสูงใจกลางเมือง Melbourne ที่ทะเลสาบของสวน Albert Park หงส์ดำปากแดงเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ พวกมันจะเข้ามาหาทันทีที่เราเดินเข้าไปใกล้ นอกจากนี้ยังมีสวนสนุก Luna Park และโรงละครเก่าแก่ The Palais Theather ที่ St. Kilda Luna Park เป็นสวนสนุกเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นต่างๆ สามารถเข้าไปข้างในได้ฟรี แต่ถ้าจะเล่นเครื่องเล่น ก็ต้องเสียค่าตั๋วเล่นแต่ละชิ้นไป ส่วนโรงละคร The Palais ภายในเค้าจะตกแต่งด้วยสิ่งของที่ดูโบราณเก่าแก่

Ballarat เมืองซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมลเบิร์นประมาณ 110 กม. จุดที่น่าสนใจและดึงดุดนักท่องเที่ยวมาที่นี่ก็คือ Sovereign Hill เป็นเมืองจำลองที่พาเราย้อนยุคกลับไปสมัยยุคตื่นทองของคนจีนที่เข้ามาตั้งรกรากที่นี่ ตั๋วเข้าสถานที่สามารถใช้เข้ามาชมได้สองครั้งภายใน 1 ปีเค้าจะมีโชว์ต่างๆ ตลอดทั้งวัน ตามตารางเวลา อย่างโชว์การหล่อทอง การสาธิตทำลูกอมที่นี่เค้ามีสัญญากับโรงเรียนในเมือง ให้จัดให้มีกลุ่มเด็กนักเรียนมาเรียนหนังสือกันที่นี่ โดยต้องแต่งชุดนักเรียนสมัยก่อน และมีการเรียนการสอนจริงในห้องเรียนที่นี่ เหมือนให้เด็กๆมาเรียนนอกสถานที่กันบางวิชา ไฮไลท์ของที่นี่คือ จุดที่ให้นักท่องเที่ยวได้ทดลองการร่อนทอง โดยการใช้จอบตักทรายในน้ำที่ไหล ลงบนกะทะแบน จากนั้นเขย่ากะทะ แล้วพยายามเอาก้อนหินและทรายออก ปรกติทองจะมีน้ำหนักมากกว่า ก็จะอยู่นอนก้นกะทะ ต้องสังเกตที่ก้นกะทะเพราะทอจะเป็นเศษชิ้นเล็กๆ

 

แหล่งshopping

 

เมือง Melbourne ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางแหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ของประเทศ มีศูนย์การค้าที่บรรจุสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำ ร้านสินจำหน่ายสินค้าแปลกตาและของหายาก รวมทั้งตลาดนัดที่มีของให้เลือกมากมาย

ร้านค้าส่วนใหญ่ จะเปิดเป็นเวลา
Saturday to Wednesday: 10.00am - 5.00pm
Thursday: 10.00am - 7.00pm
Friday: 10.00am - 9.00pm

  • Queen Victoria Market อยู่บริเวณ Queen & Therry Streets and Peel Street
  • Chinatown อยู่บริเวณ Bourke Street
  • Collins Street ถนนเสื้อผ้าแบรนด์ดัง
  • Bridge Street เป็น แหล่ง Shopping เสื้อผ้า
  • South Yarra เสื้อผ้าของดีไซเนอร์รุ่นใหม่
  • Springvale
  • Brunswick Street ที่เขต Fitzroy
  • Richmond จำหน่ายเสื้อผ้าราคาถูกจากโรงงาน
  • Bourke Street Mall และ Swanston Walk จะมีร้านขายของทุกชนิด ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าที่ระลึก ห้างเดวิดโจนส์และไมเยอร์
 

สถานที่ท่องเที่ยวใน Perth

 

เพิร์ธเป็นเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์ แกลอรี่และภัตตาคาร ทางตอนใต้ มีเมืองชายหาดหลายเมือง การเพาะปลูกและไร่องุ่นทางตอนเหนือและทางตะวันออก มีสถานที่ที่น่าสนใจหลายประเภทในเพิร์ธ เช่น

 

สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรม

 
Monkey Mia
Monkey Mia

ว่ายน้ำกับฝูงปลาโลมาที่ Monkey Mia

 
Mammoth Cave
Mammoth Cave

ชมกระดูกจิงโจ้ยักษ์ดึกดำบรรพ์ และตัววอมแบ็ต ที่ Mammoth Cave

 
Berndt Museum of Anthropology
Berndt Museum of Anthropology

Berndt Museum of Anthropology หรือ พิพิธภัณฑ์มนุษย์วิทยา Berndt ซึ่งตั้งอยู่ที่ University of Western Australia เป็นที่เก็บรวบรวมงานศิลป์ชั้นยอดที่สุดแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย ที่มีทั้งงานศิลป์และสิ่งประดิษฐ์ของชาวอะบอริจิ้นทั้งในยุคอดีตและปัจจุบัน

 
Caversham Wildlife Park
Caversham Wildlife Park

สวนสัตว์ Caversham Wildlife Park (Swan Valley)

 
Kings Park
Kings Park

สวนสาธารณะ Kings Park ที่อยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าตัวเมือง ทำให้มองเห็นวิวรอบเมือง Perth ที่สวยงามได้

 
Lake Monger
Lake Monger

Lake Monger เป็นที่ที่คุณสามารถมาถ่ายรูปกับ Black Swan ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง Perthได้

 
Swan Bell Tower
Swan Bell Tower

Swan Bell Tower เป็นที่รวมระฆังต่างๆไว้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Swan River ค่าเข้าชมนั้นก็จะอยู่ที่ 6 AUD และสำหรับ Concession(คนพิการ) จะอยู่ที่ 4 AUD และทุกวันอังคารแรกของทุกเดือนจะเปิดให้เข้าชมฟรี

วิธีการเดินทางที่ง่ายและเสียเงินน้อยที่สุดก็คือนั่งรถ Blue CAT มาลงยังสถานี Barrack Street ซึ่งจากบริเวณ Swan Bell Tower นี้คุณสามารถนั่งเรือ Ferry ไปยังฝั่ง South Perth โดยเสียค่าบริการ 1.3 AUD ต่อเที่ยว จากนั้นเดินไปอีกหน่อยก็จะเจอสวนสัตว์ Perth Zoo อยู่ หรือจะนั่งเรือ Ferry ไปยัง Fremantle ซึ่งเป็นเมืองที่ถัดจากใจกลาง Perth ไปทางปากอ่าวโดยจะมีเรือ Ferry หลายรายให้บริการอยู่ ซึ่งค่าโดยสารถูกสุดก็อยู่ที่ 11 AUD ต่อเที่ยวและ ใช้เวลา 45 นาที เมื่อถึงท่าเรือ ก็จะมีรถ Tramp สีแดงเข้าตัวเมืองให้บริการอยู่ ซึ่งระหว่างทางนั้น เจ้าหน้าที่บังคับเรือจะคอยอธิบายถึงสถานที่ต่างๆที่เรือผ่านไป

 
Freemantle
Freemantle

Freemantle เป็นเมืองท่าเรือใหญ่ ที่มีสีสัน มีตลาด ร้านขายของเยอะแยะ ร้านกาแฟอร่อย ๆ อุดมด้วยร้านไอศครีมอิตาเลียน แถมมีร้าน Fish & Chip มากมาย ให้คุณได้เอร็ดอร่อย มองเห็นวิวทะเลอันสวยงาม และหาดที่สวยสุดๆ ที่ชื่อว่า cotteslow

 
Burswood Casino
Burswood Casino

Burswood Casino เป็นที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลย เพราะว่ามีแห่งเดียวใน WA

 
Tumbulgum Farm
Tumbulgum Farm

Tumbulgum Farm ฟาร์มเลี้ยงแกะ มีโชว์ให้ดูด้วย ควรเช็คตารางก่อนไป เพราะมีโชว์แค่วันละ 2 รอบ

 
Margaret River
Margaret River

มาร์กาเร็ต ริเวอร์ (Margaret River) – ชิมไวน์ Sauvignon Blanc ผลผลิตท้องถิ่นในเขตไวน์ที่โด่งดังแห่งนี้ ซึ่งมีทั้งร้านอาหารชั้นเลิศและไร่องุ่นที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับการเล่นกระดานโต้คลื่นที่ดีที่สุด ในออสเตรเลีย และถ้ำตามแถบชายฝั่งทะเลด้วย

 
Valley of the Giants
Valley of the Giants

แวลลี่ ออฟ เดอะ ไจแอนท์ส (Valley of the Giants) – ขึ้นไปสู่จุดสูงเหนือพื้น ดินพร้อมกับความตื่นเต้นบนสะพานระดับยอดไม้ (Tree Top Walk) ในพื้นที่แถบตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ที่เหล่าต้น Tingle ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของบริเวณนี้ มีอายุยืนถึง 400 ปี และสามารถเติบโตได้สูงถึง 60 เมตร

 
Ningaloo Marine Park
Ningaloo Marine Park

อุทยานทางทะเลนินกาลู (Ningaloo Marine Park) – ว่ายน้ำไปกับเหล่า ปลาฉลามวาฬที่ทรงพลัง หรือลอยตัวอยู่เหนือแนวปะการังอันสวยงามและปลาหลากหลายในอุทยานทางทะเลอันน่าตื่นตาตื่นใจแห่งนี้ ซึ่งน่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าที่สุดของรัฐ

 
The Kimberley
The Kimberley

เดอะ คิมเบอร์ลี่ (The Kimberley) – สำรวจภูมิประเทศเก่าแก่และสวยงามที่เป็น หนึ่งในเขตแดนการผจญภัยอันยิ่งใหญ่แห่งสุดท้ายของออสเตรเลียแห่งหนึ่งได้ที่นี่ ในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป โดยมีจุดเด่นด้วยแม่น้ำหลายสาย น้ำตกขนาดใหญ่ หุบเหวลึก และเหล่าต้น Boab ที่มีลำต้นโป่งบวม

 
The Southern Outback
The Southern Outback

เดอะ เซาท์เธิร์น เอ๊าท์แบค (The Southern Outback) – สำรวจประวัติเหมือง ขุดทอง เมืองร้าง สัตว์ป่าและภูมิประเทศที่ห่างไกล แห้งแล้งในพื้นที่ทางเหนือและทางตะวันออกของเมืองคัลกูร์ลีบัลเดอร์ (Kalgoorlie-Boulder) – แถบ Outback ของออสเตรเลียที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาชมดู

 
Broome
Broome

เมืองบรูม (Broome) – ชมพระอาทิตย์ตก ดินที่แดงจ้าและร้อนแรงในขณะที่การขี่อูฐของคุณสิ้นสุดลงตามแนวผืนทรายสีขาวที่หาดเคเบิ้ล (Cable Beach) ซึ่งเป็นหนึ่งในหาดที่สวยที่สุดของออสเตรเลีย

 

แหล่งshopping

 
London Court
London Court

London Court เป็นเหมือนถนนที่เคยเป็นที่ตั้งของ London Court แต่ปัจจุบันกลายเป็นถนนสั้นๆที่มีร้านขายของที่ระลึกต่างๆและมีร้านที่เปิดขายมานานมากแล้วอยู่หลายร้านเลย ตั้งอยู่บริเวณถนน St Georges Terrace วิธีมาก็นั่งรถ Blue CAT มาลงที่สถานี London Court ซึ่งลงแล้วก็เดินไปอีกหน่อยก็จะถึงและเมื่อเดินทะลุ London Court ไปก็จะเป็น Murray Street Mall

Murray Street Mall
Murray Street Mall

Murray Street Mall เป็นแหล่งรวมห้างร้าน ร้านค้าต่างๆ เรียกว่าเป็นย่านนัดพบของผู้คนมากมายหลายหลาก เปรียบได้กับประมาณ Siam บ้านเรา

Wellington Street

Oxford Street เขต Leederville

Wellington Street

Wellington Street, West Perth

Habour Town Brand Direct Outlet Shopping

Habour Town Brand Direct Outlet Shopping

Pavillion Markets

Pavillion Markets, Subiaco

Galleria and David Jones

Myers, Galleria and David Jones, South Perth

Shed Markets

Shed Markets, Fremantle สถานที่ขายของราคาโรงงานเปิดเฉพาะ ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์เท่านั้น


 
 
 
 
 


คำถามทบทวนน ?

posted on 21 Aug 2011 14:01 by beem18
 

1.มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร ?

ตอบ มัลติมิเดีย คือ การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวร์ในการสื่อความหมายโดยการผสมผสาน
เสียง (Sound) และวีดิทัศน์ (Video) เป็นต้น และถ้าผู้ใช้สามารถที่จะควบคุมสื่อให้นำเสนอออกมา
ตามต้องการได้จะเรียกว่า  มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia)  
การปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้สามารถจะกระทำได้โดยผ่านทางคีย์บอร์ด (Keyboard) เมาส์ (Mouse)
หรือตัวชี้ (Pointer) การใช้มัลติมีเดียในลักษณะปฏิสัมพันธ์ก็เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้
หรือทำกิจกรรม รวมถึงดูสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเอง  สื่อต่าง ๆ ที่นำมารวมไว้ในมัลติมีเดีย
เช่น ภาพ เสียง วีดิทัศน์ จะช่วยให้เกิดความหลากหลาย ชาน่าสนใจ และเร้าความสนใจ
เพิ่มความสนุกสนานในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

2.การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร?

ตอบ การนำเสนอผ่านเว็บไซต์สามารถส่งถึงผู้รับได้เร็วกว่า แบบ สื่อพิมพ์ มีความคงทนไม่สูญหาย สลาย
เหมือนกับเอกสารสิ่งพิมพ์ ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า เช่น ไม่ต้องเสียค่ากระดาษในการพิมพ์เอกสาร ค่าหมึก
และค่าใช่จ่ายอีกมากมาย เป็นต้น สามารถนำสื่อที่อยู่ในรูปของเว็บไซต์ ไปเสนอที่ใดก็ได้ อย่างสะดวก และรวดเร็วสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขดัดแปลงได้ง่าย และอัพเดทข้อมูลได้ง่ายกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์

3. Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง?

ตอบ ตัวอักษร , รูปภาพ , ภาพยนตร์ , เสียง ,กราฟ

4.การเชื่อมโยงภายในและภายนอก  Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร?

 ตอบ การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันโดย การเชื่อมโยงภายในเป็นการการสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆในไฟล์เดียวกัน เช่นการเชื่อมโยงหลายมิติไปยังภาพนิ่งในงานนำเสนอเดียวกัน ส่วนการเชื่อมโยงภายนอกเป็นการที่เชื่อมโยงไปแหล่งข้อมูลอื่นๆนอกไฟล์งานนำเสนอเช่นการเชื่อมโยงหลายมิติไปยังภาพนิ่งในงานนำเสนออื่น
 
5.นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง? 
 
ตอบ จอโทรทัศน์ , จอโปรเจคเตอร์ , จอมอนิเตอร์

6.นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด?

ตอบ  Microsoft PowerPoint เพราะ ซอฟต์แวร์ตัวนี้สามารถใช้ได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก

และสามารถแทรกสิ่งต่างๆซึ่งจะทำให้ผู้รับข้อมูลเข้าใจได้ง่ายขึ้น

7.การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร?

ตอบ การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้โดยง่ายโดย
ให้คลิกขวาที่บริเวณพื้นที่ว่างบนสไลด์ แล้วเลือก ออกแบบภาพนิ่ง จากนั้นก็เลือกแม่แบบตามใจชอบที่แถบเครื่องมือ

8.การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด?  

ตอบ คลิกเลือกกล่องข้อความ หรือวัตถุที่ต้องการให้เคลื่อนไหวต่อจากนั้นคลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบ
กำหนดเองและเลือกลักษณะพิเศษแล้วตั้งค่าการเคลื่อนไหวตามต้องการ

9.ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช่สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม?

ตอบ  1.Microsoft PowerPoint   

          2.Microsoft Word

          3. Microsoft office Excel

10.ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร?

ตอบ  ได้ โดยการใช้รูปภาพ กราฟ แผนภูมิ หรือแผนผัง ในการสื่อถึงข้อมูล หรือจะใช้เป็นเสียงหรือภาพยนตร์ต่างๆ

แทนกล่องข้อความก็เป็นได้

11.เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint หรือไม่ อย่างไร?

ตอบ ไม่จำเป็น เพราะว่า ข้อมูลของโปรแกรม Microsoft PowerPoint นี้สามารถแสดงผลได้ในจอภาพ
ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องพิมพ์มันออกมาจากเครื่อง

12. Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูป ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร?

ตอบ สามารถ แทรกได้ โดยคลิกแทรกที่แถบเมนู เลือกรูปภาพ แล้วเลือกรูปภาพ แล้วเลือกจากแฟ้ม

จะปรากฏหน้าต่างแทรกรูปภาพ เลือกพื้นที่บันทึกรูปภาพนั้น คลิกรูปภาพที่ต้องการ แล้วคลิกแทรก

13.การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร?

ตอบ แผน ภูมิ แผนผัง และกราฟเป็นข้อมูลที่ช่วยสรุปรายละเอียดที่มีจำนวนมาก ให้เป็นลักษณะเป็นรูปภาพ

ซึ่งสามารถดูและเข้าใจง่ายกว่าตัวหนังสือหรือตัวอักษร และเพื่อความรวดเร็วในการสรุปข้อมูลนั้นๆ

14.การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง?

ตอบ  ฮาร์ดแวร์ คือ คอมพิวเตอร์, โปรเจคเตอร์

        ซอร์ฟแวร์ คือ ระบบปฏิบัติการWindow,Microsoft Power Point , สื่อไฟล์ที่ใช้

15.ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำ เสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร รูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน?

ตอบ รูปแบบมัลติมิเดีย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ โทรศัพท์ Ipad
 

ภาษาของคอมพิวเตอร์

posted on 06 Aug 2011 12:28 by beem18

ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Programming Language)

  • ชนิดของภาษาคอมพิวเตอร์

ภาษา คอมพิวเตอร์เริ่มมาจากในมหาวิทยาลัย หรือในหน่วยงานของรัฐบาลที่ต้องการทำงานบางอย่าง นอกจากนี้ บางภาษาเกิดขึ้นเพราะความต้องการด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้มีภาษาเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก

จาก การที่มีภาษาจำนวนมากมายนั้น ทำให้ต้องกำหนดระดับของภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการแบ่งประเภทของภาษาเหล่านั้น การกำหนดว่าเป็นภาษาระดับต่ำหนือภาษาระดับสูง จะขึ้นอยู่กับภาษานั้นใกล้เคียงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (ใกล้เคียงกับรหัส 0 และ 1 เรียกว่า ภาษาระดับต่ำ) หรือว่าใกล้เคียงกับภาษาที่มนุษย์ใช้ (ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ เรียกว่า ภาษาระดับสูง)

  • ภาษาเครื่อง (Machine Language)

ก่อนปีค.ศ. 1952 มีภาษาคอมพิวเตอร์เพียงภาษาเดียวเท่านั้นคือ ภาษาเครื่อง (Machine Language) ซึ่ง เป็นภาษาระดับต่ำที่สุด เพราะใช้เลขฐานสองแทนข้อมูล และคำสั่งต่าง ๆ ทั้งหมดจะเป็นภาษาที่ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือหน่วยประมวลผลที่ใช้ นั่นคือปต่ละเครื่องก็จะมีรูปแบบของคำสั่งเฉพาะของตนเอง ซึ่งนักคำนวณและนักเขียนโปรแกรมในสมัยก่อนต้องรู้จักวิธีที่จะรวมตัวเลข เพื่อแทนคำสั่งต่า ๆ ทำให้การเขียนโปรแกรมยุ่งยากมาก นักคอมพิวเตอร์จึงได้พัฒนาภาษาแอสเซมบลีขึ้นมาเพื่อให้สามารถเขียนโปรแกรม ได้ง่ายขึ้น

  • ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language)

ต่อมาในปี ค.ศ. 1952 ได้มีการพัฒนาโปรแกรมภาษาระดับต่ำตัวใหม่ ชื่อภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) โดยที่ภาษาแอสเซมบลีใช้รหัสเป็นคำแทนคำสั่งภาษาเครื่อง ทำให้นักเขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าการเขียนโปรแกรมจะยังไม่สะดวกเท่ากับการเขียนโปรแกรมภาษาอื่น ๆ ในสมัยนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบในสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นการพัฒนาไปสู่ยุคของการเขียน โปรแกรมแบบใหม่ คือใช้สัญลักษณ์แทนเลข 0 และ 1 ของภาษาเครื่อง ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้จะเป็นคำสั่งสั้น ๆ ที่จะได้ง่าย เรียกว่า นิมอนิกโคด (mnemonic code) เช่น

สัญลักษณ์นิวมอนิกโคด
ความหมาย
A
C
MP
STO

การบวก (Add)
การเปรียบเทียบ (Compare)
การคูณ (Muliply)
การเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ (Store)

ตัวอย่างนิวมอนิกโคด

 

ถึงแม้ว่า นิวมอนิกโคดที่ใช้จะไม่ใช้คำในภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายให้ผู้ใช้สามารถจดจำได้ง่ายกว่าสัญลักษณ์ เลข 0 และ 1 ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลียังสามารถกำหนดชื่อของที่เก็บข้อมูลในหน่วย ความจำเป็นคำในภาษาอังกฤษ แทนที่จะเป็นเลขที่ตำแหน่งในหน่วยความจำ เช่น TOTAL , INCOME เป็นต้น แต่ข้อจำกัดของภาษาภาษาแอสเซมบลี คือ จะแตกต่างกันไปในแต่ละเครื่องเช่นเดียวกับภาษาเครื่อง

ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีต้องใช้ แอสเซมเบลอ (Assembler) แปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ

  • ภาษาระดับสูง (High Level Language)

ในปีค.ศ. 1960 ได้มีการพัฒนา ภาษาระดับสูง (High Level Language) ขึ้น ภาษาระดับสูงจะใช้คำในภาษาอังกฤษแทนคำสั่งต่าง ๆ รวมทั้งสามารถใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ด้วย ทำให้นักเขียนโปรแกรมสามารถใช้เวลามุ่งไปในการศึกษาถึงทางแก้ปัญหาเท่านั้น ไม่ต้องเป็นกังวลว่าคอมพิวเตอร์จะทำงานอย่างไรอีกต่อไป

ภาษาระดับสูงนี้ถือว่าเป็น ภาษายุคที่สาม (third-generation language) ซึ่ง ทำให้เกิดการประมวลผลข้อมูลเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1970 และมีผู้หันมาใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น โดยสังเกตได้จามเครื่องเมนเฟรมจากจำนวนร้อยเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นหมื่น เครื่อง อย่างไรก็ตาม ภาษาระดับสูงก็ยังคงต้องการตัวแปลภาษาให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อสั่งให้ เครื่องทำงานต่อไป ตัวแปลภาษาที่นิยมใช้งานกันโดยทั่วไปจะเป็นแบบคอมไพเลอร์ ซึ่งแต่ละภาษาก็มีคอมไพเลอร์ไม่เหมือนกัน รวมทั้งคอมไพเลอร์แต่ละตัวก็จะต่างกันไปบนเครื่องแต่ละชนิดด้วย เช่น ถ้าเขียนโปรแกรมภาษา COBOL บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ก็จะต้องเลือกใช้คอมไพเลอร์ภาษา COBOL ที่ทำงานบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่งภาษาใดบนเครื่องที่ต่างกันอาจจะแตกต่างกันได้ เพราะคอมไพเลอร์ที่ใช้ต่างกันนั่นเอง

ภาษา คอมพิวเตอร์บางภาษาได้ถูออแบบมาให้ใช้แก้ปัญหางานเฉพาะบางอย่าง เช่น การควบคุมหุ่นยนต์ การสร้างภาพกราฟฟิก เป็นต้น แต่ภาษาคอมพิวเตอร์โดยมากจะมีความยืดหยุ่นให้ใช้งานทั่ว ๆ ไปได้ เช่น ภาษา BASIC ภาษา COBOL หรือภาษา FORTRAN เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีภาษา C ที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน

  • ภาษาระดับสูงมาก (Very high-level Language)

เป็นภาษายุคที่ 4 (fourth-generation language) หรือ 4GLs จะเป็นภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมได้สั้นกว่าภาษาในยุคก่อน ๆ การทำงานบางอย่างสามารถใช้เพียง 5 ถึง 10 บรรทัดเท่านั้น ในขณะที่ถ้าเขียนด้วยภาษา อาจต้องใช้ถึง 100 บรรทัด โดยพื้นฐานแล้ว ภาษาในยุคที่ 4 นี้มีคุณสมบัติที่แยกจากภาษาใยุคก่อน ๆ อย่างชัดเจน กล่าวคือภาษาในยุคก่อนนั้นใช้หลักการของ การเขียนโปรแกรมแบบโพรซีเยอร์ (procedurl language) ในขณะที่ภาษาในยุคที่ 4 จะเป็นแบบ ไม่ใช้โพรซีเยอร์ (nonprocedurl language) ผู้ เขียนโปรแกรมเพียงแต่กำหนดว่าต้องการให้โปรแกรมทำอะไรบ้างก็สามารถเขียน โปรแกรมได้ทันที โดยไม่ต้องทราบว่าทำได้อย่างไร ทำให้การเขียนโปรแกรมสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็ว

มีนักเขีย โปรแกรมกล่าวว่า ถ้าใช้ภาษาในยุคที่ 4 นี้เขียนโปรแกรมจะทำให้ได้งานที่เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่าตัว ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการพิมพ์รายงานแสดงจำนวนรายการสินต้าที่ขายให้ลูกค้าแต่ละคนในหนึ่ง เดือน โดยให้แสดงยอดรวมของลูกค้าแต่ละคน และให้ขึ้นหน้าใหม่สำหรับการพิมพ์รายงานลูกค้าแต่ละคน จะเขียนโดยใช้ภาษาในยุคที่ 4 ได้ดังนี้

TABLE FILE SALES
SUM UNIT BY MONTH BY CUSTOMER BY PROJECT
ON CUSTOMER SUBTOTAL PAGE BREAK
END

 

จาก ตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเป็นงานที่ซับซ้อน ซึ่งถ้าใข้ภาษา COBOL เขียนอาจจะต้องใช้ถึง 500 คำสั่ง แต่ถ้าใช้ภาษาในยุคที่ 4 นี้จะเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากเลย

ข้อดีของภาษาในยุคที่ 4

  • การเขียนโปรแกรมจะเน้นที่ผลของงานว่าต้องการอะไร ไม่สนใจว่าจะทำได้อย่างไร
  • ช่วยพัฒนาเนื้องาน เพราะเขียนและแก้ไขโปรแกรมได้ง่าย
  • ไม่ต้องเสียเวลาอบรมผู้เขียนโปรแกรมมากนัก ไม่ว่าผู้ที่จะมาเขียนโปรแกรมนั้นมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมหรือไม่
  • ผู้เขียนโปรแกรมไม่ต้องทราบถึงฮาร์ดแวร์ของเครื่องและโครงสร้างโปรแกรม

ภาษาในยุคที่ 4 นี้ยังมีภาษาที่ใช้สำหรับเรียกดูข้อมูลจากฐานข้อมูลได้ เรียกว่า ภาษาเรียกค้นข้อมูล (query language) โดย ปกติแล้วการเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูล และการแสดงรายงานจากฐานข้อมูล จะต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า แต่บางครั้งอาจมีการเรียกดูข้อมูลพิเศษที่ไม่ได้มีการวางแผนไว้ ถ้าผู้ใช้เรียนรู้ภาษาเรียกค้นข้อมูลก็จะขอดูรายงานต่าง ๆ นอกเหนือจากที่ได้มีการวางแผนไว้ได้โดยใช้เวลาไม่มากนัก ภาษาเรียกค้นข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเรียกว่า SQL (Structured Query Language) และนอกจากนี้ยังมีภาษา Query Bu Example หรือ QBE ที่ได้รับความนิยมการใช้งานมากเช่นกัน

  • ภาษาธรรมชาติ (Nature Language)

เป็น ภาษายุคที่ 5 (fifth generation language) หรือ 5GLs ธรรมชาติหมายถึงธรรมชาติของมนุษย์ คือไม่ต้องสนใจถึงคำสั่งหรือลำดับของข้อมูลที่ถูกต้อง ผู้ใช้เพียงแต่พิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นคำหรือประโยค ตามที่ผู้ใช้เข้าใจ ซึ่งจะทำให้มีรูปแบบของคำสั่งหรือประโยคที่แตกต่างกันออกไปได้มากมาย เพราะผู้ใช้แต่ละคนอาจจะใช้ประโยคต่างกัน ใช้คำศัพท์ต่างกัน หรือแม้กระทั่งบางคนอาจจะใช้ศัพท์แสลงก็ได้ คอมพิวเตอร์จะพยายามแปลคำหรือประโยคเหล่านั้นตามคำสั่ง แต่ถ้าไม่สามารถแปลให้เข้าใจได้ ก็จะมีคำถามกลับมาถามผู้ใช้เพื่อยืนยันความถูกต้อง ภาษาธรรมชาติจะใช้ ระบบฐานความรู้ (knowledge base system) ช่วยในการแปลความหมายของคำสั่งต่าง ๆ

  • การเลือกใช้คอมพิวเตอร์

เนื่องจาก ในปัจจุบันทุก ๆ ปีจะมีภาษาคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นมากมาย และภาษาต่าง ๆ จะมีจุดดีและจุดด้อยแตกต่างกันไป ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องทำการคัดเลือกภาษาที่จะนำมาใช้งานอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเมื่อศึกษาและพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยภาษาใดภาษาหนึ่งแล้ว การเปลี่ยนไปใช้ภาษาอื่นในภายหลังจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องสูญเสียไป รวมทั้งปัญหาของบุคลากรที่ต้องศึกษาหาความชำนาญใหม่อีกด้วย

ในการเลือกภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะนำมาใช้ สิ่งที่ควรพิจารณาคือ

  • ใน หน่วยงานหนึ่ง ๆ ควรจะใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาเดียวกัน เพราะการดูแลรักษาซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น ตลอดจนการจัดหาบุคลากรจะกระทำให้ง่ายกว่า
  • ในการเลือกภาษาควรเลือกโดยดูจากคุณสมบัติหรือข้อดีของภาษานั้น ๆ เป็่นหลัก
  • ถ้า โปรแกรมที่เขียนขึ้นนั้นต้องนำไปทำงานบนเครื่องต่าง ๆ กัน ควรเลือกภาษาที่สามารถใช้งานได้บนทุกเครื่อง เพราะจะทำให้เขียนโปรแกรมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
  • ผู้ใช้ควรจำกัดภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ ไม่ควรติดตั้งตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์ทุกภาษาบนเครื่องทุกเครื่อง
  • ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้ จะถูกจำกัดโดยนักเขียนโปรแกรมที่มีอยู่ เพราะควรใช้ภาษาที่มีผู้รู้อยู่บ้าง
  • บาง ครั้งในงานที่ไม่ยุ่งยากนัก อาจใช้ภาษาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน เช่น ภาษา BASIC เพราะเขียนโปรแกรมได้ง่ายและรวดเร็ว รวมทั้งมีติดตั้งอยู่บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนมากอยู่แล้ว
ภาษาคอมพิวเตอร์
การใช้งาน
BASIC (Beginner's All-purpose Symbolic Instruction Code) สำหรับผู้เริ่มศึกษาการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์
COBOL (Common Business Oriented Language) นิยมใช้ในงานธุรกิจบนเครื่องขนาดใหญ่
FORTRAN (FORmula TRANslator) ใช้สำหรับงานด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์
Pascal (ชื่อของ Blaise Pascal) ใช้ในวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย
C สำหรับนักเขียนโปรแกรม และใช้ในวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
C++ สำหรับผู้ผลิตซอฟต์แวร์
ALGOL (ALGOrithmic Language) เริ่มต้นได้รับการออกแบบให้เป็นภาษาสำหรับงานทางวิทยาศาสตร์ และต่อมามีการพัฒนาต่อเป็นภาษา PL/I และ Pascal
APL (A Programming Language) ออกแบบโดยบริษัท IBM ในปีค.ศ. 1968 เป็นภาษาที่โต้ตอบกับผู้ใช้ทันที เหมาะสำหรับจัดการกับกลุ่มของข้อมูลที่สัมพันธ์กันในรูปแบบตาราง
LISP (LIST Processing) ถูกออก แบบมาให้ใช้กับข้อมูลที่ไม่ใช้ตัวเลข ซึ่งอาจเป็นสัญลักษณ์พิเศษหรือตัวอักษรก็ได้ นิยมใช้ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artifical Inelligence)
LOGO นิยมใช้ในโรงเรียน เพื่อสอนทักษะการแก้ปัญหาให้กับนักเรียน
PL/I (Programming Language One) ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงานทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ และธุรกิจ
PROLOG (PROgramming LOGIC) นิยมใช้มากในงานด้านปัญญาประดิษฐ์ จัดเป็นภาษาธรรมชาติภาษาหนึ่ง
RPG (Report Program Generator) ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงานทางธุรกิจ จะมีคุณสมบัติในการสร้างโปรแกรมสำหรับพิมพ์รายงานที่ยืดหยุ่นมาก

ภาษาคอมพิวเตอร์กับการใช้งาน

 

  • ตัวอย่างภาษาคอมพิวเตอร์

ปัจจุบัน นี้มีภาษาคอมพิวเตอร์ให้เลือกใช้มากมายหลายภาษา แต่ละภาษาก็ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงานด้านต่าง ๆ กัน ตัวอย่างเช่น บางภาษาก็ออกแบบมาให้ใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจ บางภาษาก็ใช้ในการคำนวณที่ซับซ้อน ซึ่งจะกล่าวโดยสรุปถึงการใช้งานของแต่ละภาษาดังนี้

  • ภาษา BASIC

เป็นภาษา ที่ใช้ง่าย และติดตั้งอยู่บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนมาก ใช้สำหรับผู้เริ่มต้นศึกษาการเขียนโปรแกรมและผู้ที่เขียนโปรแกรมเป็นงาน อดิเรก นิยมใช้ในการเขียนโปรแกรมสั้น ๆ

ภาษา BASIC รุ่นแรกใช้ interpreter เป็นตัวแปลภาษา ทำให้เขียนโปรแกรม ทดสอบ และแก้ไขโปรแกรมได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ทำงานได้ช้า ทำให้ผู้ที่เขียนโปรแกรมเชี่ยวชาญแล้วไม่นิยมใช้งาน แต่ปัจจุบันนี้มีภาษา BASIC รุ่นใหม่ออกมาซึ่งใช้ conplier เป็นตัวแปลภาษา ทำให้ทำงานได้คล่อ่งตัวขึ้น เช่น Microsoft's Quick BASIC และ Visual Basic เป็นต้น

  • ภาษา COBOL

เป็นภาษา ระดับสูงที่ออกแบบมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 นิยมใช้สำหรับการแก้ปัญหาทางด้านธุรกิจ เช่น การจัดเก็บ เรียกใช้ และประมวลผลทางด้านบัญชี ตลอดจนทำงานด้านการควบคุมสินค้าคงคลัง การรับและจ่ายเงิน เป็นต้น

คำสั่งของ ภาษา COBOL จะคล้ายกับภาษาอังกฤษทำให้สามารถอ่านและเขียนโปรแกรมได้ไม่ยากนัก ในยุคแรก ๆ ภาษา COBOL จะได้รับความนิยมบนเครื่องระดับเมนเฟรม แต่ปัจจุบันนี้จะมีตัวแปลภาษา COBOL ที่ใช้บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ด้วย รวมทั้งมีภาษา COBOL ที่ได้รับการออกแบบตามแนวทางเชิงวัตถุ (Object Oriented) เรียกว่า Visual COBOLซึ่งช่วยให้โปรแกรมสามารถทำได้ง่ายขึ้น และสามารถนำโปรแกรมที่เขียนไว้มาใช้ในการพัฒนางานอื่น ๆ อีก

  • ภาษา Fortran

เป็นภาษา ระดับสูงที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท IBM ตั้งแต่ปีค.ศ. 1957 ย่อมาจากคำว่า FORmula TRANslator ซึ่งถือว่าเป็นการกำเนิดของภาษาระดับสูงภาษาแรก นิยมใช้สำหรับงานที่มีการคำนวณมาก ๆ เช่น งานทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น

  • ภาษา Pascal

เป็นภาษา ระดับสูงที่เอื้ออำนวยให้ผู้เขียนโปรแกรมเขียนโปรแกรมได้อย่างมีโครงสร้าง และเขียนโปรแกรมได้ง่ายกว่าภาษาอื่น นิยมใช้บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นภาษาสำหรับการเรียนการสอน และการเขียนโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ

ภาษา ปาสคาลมีตัวแปลภาษาทั้งที่เป็น interpreter และ Compiler โดยจะมีโปรแกรมเทอร์โบปาสคาล (Turbo Pascal) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในวงการศึกษาและธุรกิจ เนื่องจากได้รับการปรับปรุงให้ตัวข้อเสียของภาษาปาสคาลรุ่นแรก ๆ ออก

  • ภาษา C และ C++

ภาษา C ถูกพัฒนาขึ้นโดย ในปีค.ศ. 1972 ที่ห้องปฏิบัติการเบลล์ของบริษัท AT&T เป็นภาษาที่ใช้เขียนระบบปฏิบัติการ UNIX ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมคู่กับภาษาซี และมีการใช้งานอยู่ในเครื่องทุกระดับ

ภาษา เป็นภาษาระดับสูงที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเขียนโปรแกรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากภาษา จะเป็นภาษาที่รวมเอกข้อดีของภาษาระดับสูงในเรื่องของความยืดหยุ่นและ ไวยากรณ์ที่ง่ายต่อการเข้าใจ กับข้อดีของภาษาแอสเซมบลีในเรื่องของประสิทธิภาพและความเร็วในการทำงานทำให้ โปรแกรมที่พัฒนาด้วยภาษาซีทำงานได้เร็วกว่าโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูง อื่น ๆ ในขณะที่การพัฒนาและแก้ไขโปรแกรมสามารถทำได้ง่ายเช่นเดียวกันภาษาระดับสูง ทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ภาษา C ยังได้มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปอีก โดยทำการประยุกต์แนวความคิดของการโปรแกรมเชิงวัตถุเข้ามาใช้ในภาษา ทำให้เกิดเป็นภาษาใหม่คือ C++ (++ ในความหมายของภาษาซีคือการเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนั่นเอง) ซึ่งเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมใช้งานพัฒนาโปรแกรมอย่างมาก

  • ภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object-Oriented Programming Language)

นักเขียน โปรแกรมบางคนคิดว่าการเขียนโปรแกรมขนาดใหญ่นั้น บางครั้งก็เป็นงานที่หนักและเสียเวลามาก จึงได้พยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้การเขียนโปรแกรมนั้นง่ายขึ้น และสามารถเขียนได้อย่าวรวดเร็ว ทำให้เกิดเทคนิค การโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object-Oriented Programming) หรือ OOP เพื่อช่วยลดความยุ่งยากของการเขียนโปรแกรม

Object-Oriented Programming ต่างจากการเขียนโปรแกรมโดยทั่ว ๆ ไป โดยการเขียนโปรแกรมตามปกตินั้น ผู้เขียนโปรแกรมจะพิจารณาถึงขั้นตอนการแก้ปัญหาของโปรแกรมเหล่านั้น แต่เทคนิคของ OOPจะมองเป็น วัตถุ (object) เช่น กล่องโต้ตอบ (dialog box) หรือไอคอนบนจอภาพ เป็นต้น โดยออบเจ็คใดออบเจ็คหนึ่งจะทำงานเฉพาะที่แน่นอน ถ้าผู้ใช้ต้องการทำงานชนิดนั้นก็สามารถคัดลอกไปใช้ในโปรแกรมที่ต้องการได้ ทันที

โปรแกรมเดลไฟ

 

หลักการ ของโปรแกรมเชิงวัตถุได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานแล้ว โดยภาษาเริ่มแรกคือ Simula-67 ได้รับการพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 1967 และต่อมาก็มีภาษา smalltalk ซึ่งเป็นภาษาเชิงวัตถุเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ หลักการของ OOP ยังได้รับการนไปเสริมเข้ากับภาษาโปรแกรมในยุคที่ 3 คือ C จนเกิดเป็นภาษาใหม่คือ C++ รวมทั้งยังมีการเสริมเข้ากับ การโปรแกรมแบบภาพ (visual programming) ทำให้เกิด Visual Basic ซึ่งมีรากฐานมาจาก BASIC และ Delphi ซึ่งมีรากฐานมาจาก Pascal นอกจากนี้ ในปัจจุบันจะมีภาษาที่ใช้หลักการโปรแกรมเชิงวัตถุตัวใหม่ล่าสุดซึ่งกำลังมา แรงและมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมสูงคู่กันอินเตอร์เน็ต นั่นคือภาษา JAVA

ภาษาที่ออกแบบมาสำหรับ OOP

การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่มี การติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟฟิก (Graphical User Interface หรือ GUI) เช่น Microsoft Windows และ World Wide Web จะสามารถทำได้ง่าย รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก ด้วยเครื่องมือในการพัฒนาที่ใช้หลักการของ OOP ซึ่งในปัจจุบันจะมีเครื่องมือประเภทนี้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากอยู่ 2 ภาษา คือ Visual Basic และ JAVA

Visual Basic

ภาษา Visual Basic พัฒนาโดย Prof. Kemeny และ Kurtz ที่เมือง Dartmouth ในปีค.ศ. 1960 โดยมีจุดประสงค์สำหรับใช้สอนในห้องคอมพิวเตอร์ เมื่อมีการพัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ขึ้นในยุคแรก ๆ จะมีหน่วยความจำไม่เพียงพอที่จะทำงานกับโปรแกรมภาษาอื่น เช่น FORTRAN และ COBOL เพราะขนาดของตัวแปรภาษาซึ่งต้องใช้หน่วยความจำสูงมาก แต่เครื่องเหล่านั้นสามารถใช้ภาษา BASIC ได้ เพราะภาษา BASIC ใช้ตัวแปลภาษาที่มีขนาดเล็ก และตัวแปลภาษานั้นไม่ต้องเก็บอยู่ในหน่วยความจำทั้งหมดก็สามารถทำงานได้ เป็นเหตุให้ภาษา BASIC ได้รับความนิยมบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์จะได้รับการพัฒนาสูงขึ้นในเรื่องของความเร็ว และหน่วยความจำเท่าใดก็ตาม แต่ภาษา Visual Basic จะแตกต่างจากภาษา BASIC โดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของหน่วยความจำที่ต้องการ และวิธีการพัฒนาโปรแกรม

โปรแกรมวิชวลเบสิค

 

ภาษา Visual Basic ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยบริษัท Microsoft มีจุดประสงค์ในการใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมที่มีการติดต่อับผู้ใช้เป็น แบบกราฟฟิก โดยจะมีเครื่องมื่อต่าง ๆ ที่ช่วยในการพัฒนาโปรแกรมอย่างรวดเร็ว หรือที่นิยมเรียกว่า RAD (Repid Application Development) ปัจจุบัน นี้มีผู้ใช้งานภาษา Visual Basic เป็นจำนวนมาก โดยภาษา Visual Basic ได้รับการออกแบบให้ทำงานบนระบบวินโดว์เวอร์ชั่นต่าง ๆ จากไมโครซอฟต์ เช่น Visual Basic 3 ทำงานบนระบบวินโดว์ 3.11 ส่วน Visual Basic 4 และ 5 ทำงานบนระบบวินโดว์ 95 เป็นต้น

JAVA

ภาษาใหม่ ที่มาแรงที่สุดในปัจจุบัน คงจะไม่มีภาษาไหนที่เทียบได้รับภาษาจาวาซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัทซัน ไมโครซิสเตมส์ ในปี 1991 โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคที่ง่ายต่อ การใช้ง่าย มีค่าใช้จ่ายต่ำ ไม่มีข้อผิดพลาด และสามารถใช้กับเครื่องใด ๆ ก็ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นข้อดีของจาวาที่เหนื่อกว่าภาษาอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นด้วยจาวาสามารถนำไปใช้กับเครื่องต่าง ๆ โดยไม่ต้องทำการคอมไพล์โปรแกรมใหม่ ทำให้ไม่จำกัดอยู่กับเครื่องหรือโอเอสตัวใดตัวหนึ่ง แม้ว่าการใช้งานจาวาในช่วงแรกจะจำกัดอยู่กับ World Wide Web (WWW) และ Internet แต่ในปัจจุบันได้มีการนำจาวาไปประยุกต์ใช้กับงานด้านซอฟต์แวร์ต่าง ๆ อย่างมากมาย ตั้งแต่ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์ (Utility) ไปจนกระทั่งซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ เช่น โปรแกรมชุดจากบริษัท Corel ซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมหลัก ๆ คือ โปรแกรมเวิร์โปรเซสซิ่ง สเปรดซีต พรีเซนเตชั่น ที่เขียนขึ้นด้วยจาวาทั้งหมด

จาวายัง สามารถนำไปใช้เป็นภาษาสำหรับอุปกรณ์แบบฝังต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์ และอุปกรณ์ขนาดมือถือแบบต่าง ๆ เป็นต้น รวมทั้งยังได้รับความนิยมนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเข้าสู่อินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้แล้ว จาวายังเป็นภาษาที่ถูกใช้งานในคอมพิวเตอร์แบบเอ็นซี (NC) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบใหม่ล่าสุด ที่เน้นการทำงานเป็นเครือข่ายว่า แอพเพลต (applet) ที่ ต้องการใช้งานขณะนั้นมาจากเครื่องแม่ ทำให้การติดต่อสื่อสารสารผ่านเครือข่ายใช้ช่องทางการสื่อสารน้อยกว่าการดึง มาทั้งโปรแกรมเป็นอย่างมาก